แชร์กันหน่อย ใครไม่รู้ ประกันภัยชั้น 1, 2+, 2, 3+, 3 ต่างกันอย่างไร

วันนี้พี่สิงโตจะพาทุกคนมารู้จักกับประกันภัยรถยนต์ที่คนมีรถ ... จำเป็นต้องรู้! ประกันภัยรถยนต์ มีอยู่ 2 ชนิด
ชนิดแรก คือ ประกันภัยภาคบังคับ หรือที่เราเรียกกันว่า ประกันภัย พ.ร.บ. ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีการประกันภัยความเสียหาย เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที หรือจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือค่าปลงศพให้ในกรณีเสียชีวิต อย่างไรก็ตามการประกันภัยภาคบังคับนี้ จะไม่ให้ความคุ้มครองถึงทรัพย์สินนะครับ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นของผู้เอาประกันภัยหรือของผู้ประสบภัยก็ตาม
ดังนั้น เจ้าของรถจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงการประกันภัยชนิดที่สองซึ่งก็คือ ประกันภัยภาคสมัครใจ นั่นเอง โดยในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจตามชื่อเลยครับ พูดกันง่ายๆ ก็คือ เจ้าของรถจะทำหรือไม่ทำก็ได้ กฎหมายไม่บังคับ ไม่ซื้อก็ไม่ผิด แต่ถ้าซื้อไว้แล้ว จะอุ่นใจกว่ามากนะครับ โดยความคุ้มครองในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจนี้ จะให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมจากประกันภัยภาคบังคับ ทั้งในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยจะให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมทั้งความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายบุคคลภายนอก และในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก ยิ่งไปกว่านั้นประกันภัยภาคสมัครใจยังอาจให้ความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงรถยนต์คันเอาประกันภัยอีกด้วย ซึ่งความคุ้มครองที่ได้รับจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก ดังต่อไปนี้
ประเภท 1 ประกันยอดฮิตที่คุ้มครองเกือบจะทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่ากรณีชนรถ ชนเสา ไฟไหม้ น้ำท่วม รอยหมากัด รอยแมวข่วนก็คุ้มครอง แต่ทั้งนี้คุ้มครองภายใต้เงื่อนไข และข้อยกเว้นของการประกันภัยนะครับ โดยจะให้ความคุ้มครองทั้งในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายบุคคลภายนอก และในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก และคุ้มครองถึงความเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย รวมถึงคุ้มครองถึงรถคันเอาประกันภัยในกรณีรถสูญหายหรือไฟไหม้ด้วย หรือถ้าจะจำง่ายๆคือ "ประเภท 1 จ่ายทั้งเขา และจ่ายทั้งเรา" นั่นเอง
ประเภท 2+ จะให้ความคุ้มครองคล้ายกันกับประกันภัยประเภท 1 เกือบทุกอย่างทั้งในเรื่องความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก รวมถึงกรณีรถคันเอาประกันภัยเกิดสูญหายหรือไฟไหม้ประกันภัยประเภทนี้ก็ยังคงให้ความคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองในหมวดความเสียหายต่อรถยนต์ ประกันภัยประเภทนี้ จะให้ความคุ้มครองรถคันเอาประกันภัย เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น หากไม่ใช่กรณีชนกับยานพาหนะทางบก เช่น ขับรถไปชนกับเสาไฟฟ้า บริษัทประกันภัยจะยังคงชดใช้ค่าเสียหายของเสาไฟฟ้าให้ตามปกติในหมวดความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองแก่รถคันเอาประกันภัยในกรณีนี้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบก
ประเภท 2 จะให้ความคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเหมือนกับประกันประเภท 1 ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก แต่สำหรับความคุ้มครองในส่วนของรถยนต์คันเอาประกันจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีสูญหายหรือไฟไหม้เท่านั้น แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองในกรณีเกิดความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกัน ดังนั้น หากรถคันเอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากกรณีน้ำท่วม หรือเกิดรอยขีดข่วน ประกันประเภท 2 ไม่คุ้มครองนะครับ

ประเภท 3+ จะให้ความคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกทั้งในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามปกติ นอกจากนั้นยังให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมในส่วนของรถคันเอาประกันภัยด้วย โดยจะคุ้มครองเฉพาะกรณีที่ความเสียหายนั้นเกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น แต่จะไม่คุ้มครองถึงกรณีรถคันเอาประกันภัยสูญหายหรือไฟไหม้นะครับ
ประเภท 3 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองถึงรถคันเอาประกันเลยไม่ว่าความเสียหายนั้นจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม หรือถ้าจะจำง่ายๆ คือ "ประเภท 3 จ่ายแต่เขา ไม่จ่ายเรา" นั่นเอง
เป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะรู้จักประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทกันมากขึ้นแล้ว ต่อจากนี้การตัดสินใจที่จะเลือกซื้อประกันให้เหมาะสมกับเราก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ให้คำนึงถึงความจำเป็น ลักษณะการใช้งาน รวมถึงนิสัยของเราว่าเป็นผู้ขับขี่แบบไหนแล้วตัดสินใจได้เลยครับ เพราะท้ายที่สุดเรื่องอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ได้ ดังนั้น มีประกันไว้ อุ่นใจเสมอครับ

ขอบคุณสำหรับ บทความ และรูปภาพ จากเว็บไซต์

เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ คลิกรูปด้านล่าง