15 นาทีเช็ครถ…เพื่อความปลอดภัย

15 นาที เช็กรถด้วยตัวเอง … เพื่อความปลอดภัย สำหรับใครที่ใช้รถยนต์เป็นประจำทุกวัน เพื่อไปทำงาน ไปเรียน ไปทำธุระนอกบ้าน ก่อนออกจากบ้าน สิ่งสำคัญที่ต้องทำเพื่อความปลอดภัย คือ การตรวจเช็กสภาพรถของเราว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานหรือเปล่า โดยสังเกตง่าย ๆ จากสัญลักษณ์บนหน้าปัทม์ก็ได้ ว่ามีสัญญาณไฟขึ้นเตือนผิดปกติหรือไม่ เช่น ∆  เตือนรูปกาน้ำมันเครื่อง กรณีแบบนี้ห้ามฝืนขับรถเด็ดขาด เพราะตามปกติเวลาสตาร์ทเครื่องยนต์ไฟกาน้ำมันเครื่องจะติดแล้วดับทันที แต่ถ้าไม่ยอมดับแสดงว่า ระบบแรงดันน้ำมันเครื่องผิดปกติ ต้องรีบส่งซ่อมโดยด่วน นอกจากนี้เราต้องสังเกตรอบตัวรถ รวมถึงล้อและยางด้วยนะครับ เพราะหากเราใช้รถที่อยู่ในสภาพไม่พร้อม อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย ๆ นะครับ เสียเวลาเพียงเล็กน้อย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเรากันนะครับ

ตอนที่ 2 – เมาแล้วขับ ประกันจ่ายหรือไม่

จากประเด็นเรื่อง เมาแล้วขับ ที่พี่สิงโตเคยกล่าวไว้ใน (ตอนที่ 1)หลาย ๆ คนอาจมีคำถามว่า “เมาแล้วขับ ประกันจะยังคุ้มครองหรือไม่” วันนี้พี่สิงโตมีคำตอบครับ อย่างที่รู้กันว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมาจากเรื่อง “เมาแล้วขับ” ดังนั้นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ก็คือการออกใช้มาตรการต่าง ๆ อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เอง ก็ได้มีการออกมาตรการ เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการปรับปรุงแก้ไขข้อยกเว้นในส่วนเงื่อนไขเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือด โดยจากเดิมตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 22/2551 ได้กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองสำหรับการประกันภัยรถยนต์ไว้ว่า “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์จะไม่ได้รับความคุ้มครอง” ให้เปลี่ยนเป็นข้อความตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2560  ดังนี้ว่า “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์จะไม่ได้รับความคุ้มครอง” จากการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดข้างต้น เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2560 นี้ จะส่งผลให้ผู้ขับขี่รถคันเอาประกันภัยภาคสมัครใจที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แล้วประสบอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทั้งในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย และในส่วนของความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก บริษัทประกันภัยจะยังคงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายไปก่อน โดยเมื่อบริษัทประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว ก็ให้บริษัทนั้นมีสิทธิ์ไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทได้จ่ายไปจากผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในภายหลัง ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนปริมาณแอลกอฮอล์ดังกล่าว ไม่กระทบต่อความคุ้มครองในส่วนของการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) นะครับ

ตอนที่ 1 – เมาแล้วขับ ก็ผิดแล้ว

ปัจจุบันอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย มีสถิติผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน โดยจากสถิติข้อมูลพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พบอันดับต้น ๆ มาจากสาเหตุเรื่อง “เมาแล้วขับ” เมื่อเป็นเช่นนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมามากมายเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้มีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนช่วยให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุลดน้อยลง โดยหนึ่งในมาตรการที่ออกมาเพื่อลดอุบัติเหตุจากการ “เมาแล้วขับ” นั่นก็คือ การแก้ไขปรับปรุงกฏหมายในส่วนของ พ.ร.บ. จราจรทางบก โดยกำหนดให้บุคคลดังต่อไปนี้ หากมีปริมาณแอลกอฮอลล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุรา 1. ผู้ขับขี่ซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ 2. ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ 3. ผู้ขับขี่ซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่สําหรับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้ 4. ผู้ขับขี่ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวมาข้างต้น ยังคงให้เป็นไปตามกฏหมายเดิม กล่าวคือ หากมีปริมาณแอลกอฮอลล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ให้ถือว่าเมาสุรา   ดังนั้นเราจะเห็นว่า การแก้ไขกฏหมายดังกล่าวออกมา เพื่อจำกัดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการกดประสาทจึงส่งผลให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง โดยหากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบระดับแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฏหมายกำหนด ผู้ขับขี่ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฏหมายซึ่งมีโทษตั้งแต่ปรับ จนถึงขั้นจำคุก ยิ่งไปกว่านั้น หากตรวจพบระดับแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฏหมายกำหนดในขณะเกิดอุบัติเหตุด้วยแล้ว ผู้ขับขี่อาจต้องโทษหนักขึ้นไปอีก ดังนี้ เมาแล้วขับ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับขั้นต่ำ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 […]